เมื่อสมัยสัก 20 ปีที่แล้วมีหนังสือวารสารสำหรับเด็กที่เรียกว่า "สตรีสารภาคพิเศษ" เคยลงเรื่องน่ารู้เรื่อง เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ของทิพย์วาณี สนิวงศ์ฯ เล่าเรื่องสมัยก่อนของไทยให้ลูกหลานฟัง ชั้นกลับไปพลิกอ่านดูแล้วคิดว่าน่าสนใจดี ก็เลยเอามาลงไว้เผื่อใครจะรำลึกถึงความหลังค่ะ

เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเด็กอยู่นั้น มีนามสกุลใช้กันแล้ว แต่สมัยคุณปู่คุณย่าของคุณตาและคุณยาย เมืองไทยยังไม่มีนามสกุลใช้กัน จนกระทั่งพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 6 ทรงโปรดให้ประชาชนมีนามสกุลใช้กัน เพื่อจะได้แยกออกว่าเป็นลูกเต้าของใคร มาจากเมืองไหน มีอาชีพพื้นเพอย่างไร เพราะแต่ก่อนเรามักเรียกชื่อกัน แล้วก็ตามหลังด้วยสร้อยว่าเป็นลูกคนโน้น คนนี้ หรือบางทีก็มีฉายาที่น่าเกลียดๆ และชื่อคนไทยนั้นก็ซ้ำๆ กัน นับวันจะมากขึ้นๆ จะยุ่งยากมาก เช่น นายบุญช่วยหัวล้าน นายทองคำลูกกำนันอ้วน เป็นต้น ร.๖ ทรงตั้งนามสกุลให้เป็นตัวอย่าง โดยใช้ราชทินนามอันไพเราะอยู่แล้วเป็นหลัก หรืออาจาจะใช้อาชีพ ตำแหน่ง หน้าที่เป็นหลักเพิ่มขึ้นอีก เพื่อแสดงว่าสกุลนี้มาจากตระกูลที่มีอาชีพอะไร ตามราชทินนามที่ตั้งให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ในกระทรวง หรือกรมนั้นๆ เป็นต้นว่า เป็นทหาร ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ นายแพทย์ ครู นักดนตรี เป็นช่างทอง ช่างเงิน ช่างเขียน

ทรงโปรดให้เจ้าพนักงานที่มีศิลปทางโคลงกลอนเยี่ยม (พระยาอุปกิตศิลปสาร) เป็นผู้คิดตั้งนามสกุลถวายตามที่มีผู้ขอพระราชทานมา หรือบางทีก็ทรงตั้งเองด้วย โดยพระองค์ทรงตรวจก่อนเพื่อความเหมาะสมที่สุด นามสกุลเหล่านี้เรียกว่า นามสกุลพระราชทาน ตระกูลที่ได้รับพระราชทานจะปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอันมาก จะใส่กรอบหนังสือพระราชทานไว้ที่สูง อวดไว้ในห้องรับแขก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูลสืบไป นามสกุลเหล่านี้ไพเราะและมีความหมายดียิ่ง มีผู้มาขอให้เจ้านายอื่นๆ ทรงตั้งเหมือนกัน ท่านก็ทรงตั้งให้ไพเราะเหมือนกัน แต่เรียกว่า นามสกุลประทาน

สำหรับผู้ที่อยู่บ้านนอกห่างไกลจากในหลวงและเจ้านาย ไม่มีโอกาสจะขอพระราชทานหรือขอประทาน จะตั้งเอาเองก็คิดไม่ออก ก็มักไปขอให้ข้าหลวงบ้าง นายอำเภอบ้าง ช่วยตั้งให้ พวกนี้จึงตั้งไม่ค่อยเก่ง ตั้งได้ไม่ไพเราะนัก นายอำเภอมักถูกรบกวนจากประชาชนผู้มาติดต่อให้ตั้งนามสกุลมากที่สุด แรกๆ ก็คิดได้ มากๆ เข้าก็คิดไม่ออกเหมือนกัน จึงมักใช้ชื่อตำบล หรืออำเภอนั้นเอาเป็นหลักในการตั้งนามสกุล โดยพลิกแพลงต่อสร้อยออกไปหน่อยเพื่อไม่ให้ซ้ำกัน เช่น อำเภอโนนสูง จึงมีนามสกุลโนนสารพัด นายอำเภอบางคนก็ใช้วิธีถามว่า พ่อชื่ออะไร แม่ชื่ออะไร ปู่ ย่าชื่ออะไร ก็เอาชื่อปู่+ย่า ตา+ยายบ้าง คนไทยในชนบทมักชื่อโดดๆ เช่น บุญ ทอง สี อยู่ มารวมกันแล้วเข้าท่าก็เอา ถ้าไม่เข้าท่าก็เอาสามชื่อมารวมกัน เลือกเอาจนเจ้าตัวพอใจ แต่นายอำเภอตั้งให้ชาวชนบทมักพอใจทั้งนั้น เพราะไม่เอาชื่อที่ไม่เป็นมงคลมาตั้งให้ คนในชนบทบางคนชื่อน่าเกลียด เพื่อหลอกผีไม่ให้มาเอาชีวิตไปเร็ว เช่น เน่า เหม็น ด้วน เป๋ ไม่เอามาเป็นนามสกุลเด็ดขาด

เพื่อนของคุณตาคนหนึ่งพระตั้งนามสกุลให้ ท่านก็ใช้ชื่อวัดที่อยู่นั่นเป็นนามสกุล วัดบางวัดชื่อเพราะดี บ้านอยู่ข้างวัดก็เอาชื่อปู่ไปรวมอีกหน่อยก็ใช้ได้แล้ว ชื่อลูกเด็กเล็กแดงพ่อแม่มักไปขอให้พระท่านตั้งให้เพื่อเป็นมงคล นามสกุลท่านก็น่าจะตั้งให้ได้ อย่างนี้ก็เป็นนามสกุล พระตั้ง

นามสกุลทหารที่บอกอาชีพทหารก็มีคำว่าณรงค์ ปราบไพรี ป้องกัน ยุทธ เป็นต้น ทหารเรือก็มีคำว่า สมุทร นาวี นาวิน ทหารอากาศสมัยนั้นเป็นของใหม่ที่สุด ก็มีคำว่า นภา เป็นนักดนตรี นักร้อง ก็มีดุริย ดุรยางค์ ศิลป บรรเลง เป็นช่างทองก็มีคำว่า สุวรรณ ช่างเงินก็มีคำว่า หิรัญ รัชดา เป็นครู หรือทำงานในกระทรวงธรรมการ(ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ) ก็มีคำว่า ศึกษา สารา วิทย์ วิทยา เป็นหมอก็มี เวช แพทย์ โอสถ พวกทำงานกระทรวงยุติธรรมก็มี เนติ นิติ ตุล พวกพ่อค้าไปขอพระราชทาน ก็มีคำว่า พาณิช วนิช ซึ่งแปลว่าพ่อค้า ชาวจีนที่เข้ามาค้าขายจนร่ำรวยในสมัยรัชกาลของท่าน ก็ใช้นามสกุลพระราชทานทั้งนั้น แม่แต่พ่อค้าหรือที่ปรึกษาราชการชาวยุโรปท่านก็ทรงตั้งนามสกุลให้ แปลงนามสกุลเดิมได้อย่างไพเราะมาก และมีความหมายดี เป็นที่พอใจของเจ้าตัวมาก ท่านทรงใช้วิชาอักษรศาสตร์ที่ทรงชำนาญมากนั่นเอง

คุณตาคุณยายและชาวไทยจึงมีนามสกุลใช้มาจนทุกวันนี้ เพื่อให้เท่าเทียมอารยประเทศทั้งหลาย คุณปู่ของคุณตาและคุณยายก็นำจดหมายที่พระราชทานนามสกุลใส่กรอบตั้งไว้ในห้องรับแขกเหมือนกัน คุณตาคุณยายยังเคยไปอ่านเมื่อเพิ่งอ่านหนังสือออกใหม่ๆ ต้องสะกดอยู่นานจึงอ่านได้ถูก
******************************
edit @ 2007/09/08 08:12:58


edit @ 2007/09/08 08:16:05
edit @ 2007/09/08 08:18:21
edit @ 2007/09/08 08:22:02

Comment

Comment:

Tweet

#5 By (115.67.52.22) on 2010-05-25 20:21

พึ่งรู้นะเนี่ยconfused smile

#4 By Wh!te Sky (118.173.89.87) on 2009-12-21 09:35

big smile ชอบจังเลยขอบคุณค่ะopen-mounthed smile

#3 By ตาต้า (118.173.40.40) on 2009-04-01 13:03

เคยอ่านสมัยเรียนม.ต้นครับ อ่านแล้วเหมือนได้ย้อนยุคbig smile

#2 By Ripley on 2007-11-25 18:36

ตอนเด็กๆ เราซื้อแบบรวมเล่มมาอ่านมีด้วยกัน4เล่ม
อ่านแล้วอยากลองไปเป็นเด็กสมัยก่อน
ดูแล้วเหมือนมีกิจกรรมสนุกให้ทำเยอะแยะเลย

#1 By chenlee on 2007-09-08 08:42